กรมชลประทานแจ้งเฝ้าระวังปริมาณน้ำเหนือในลุ่มเจ้าพระยา หลังน้ำจากพื้นที่ตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยวางแผนบริหารน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่ง และประเมินการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในช่วงประมาณ 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมย้ำว่าจะพยายามแจ้งเตือนพื้นที่ท้ายน้ำล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ข้อมูลนี้อ้างอิงประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 สถานการณ์น้ำสามารถเปลี่ยนได้ตามฝนและน้ำหลาก เกษตรกรควรตรวจประกาศล่าสุดจากกรมชลประทานและจังหวัดก่อนตัดสินใจเคลื่อนย้ายผลผลิตหรืออุปกรณ์
สรุปข่าวน้ำเจ้าพระยาล่าสุด
- น้ำจากตอนบนกำลังทยอยไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่างอย่างต่อเนื่อง
- สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์มีแนวโน้มรับน้ำเพิ่มในช่วง 1–9 วันข้างหน้า
- วันที่ 28 สิงหาคม 2569 คาดว่าปริมาณน้ำผ่านสถานี C.2 จะอยู่ราว 1,000–1,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
- เขื่อนเจ้าพระยาอาจปรับการระบายอยู่ในช่วงประมาณ 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตามสถานการณ์
- กรมชลประทานระบุว่าจะติดตามสถานการณ์และแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง
พื้นที่ใดควรติดตามเป็นพิเศษ
กลุ่มที่ควรติดตามประกาศอย่างใกล้ชิดคือพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และพื้นที่การเกษตรที่เชื่อมกับคลองรับน้ำหรือทางน้ำธรรมชาติ ระดับความเสี่ยงของแต่ละจุดไม่เท่ากัน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขการระบายเพียงตัวเดียวตัดสินสถานการณ์ในแปลงของตน
เกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ควรตรวจข้อมูลจากสำนักงานชลประทาน โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา สำนักงานเกษตรจังหวัด และประกาศของฝ่ายปกครองในพื้นที่
เกษตรกรควรเตรียมตัวอย่างไร
1. ตรวจทางน้ำรอบแปลง
สำรวจคันนา คันสวน ประตูน้ำ ร่องระบายน้ำ และท่อที่อาจอุดตัน เปิดทางระบายน้ำในจุดที่ทำได้อย่างปลอดภัย และหลีกเลี่ยงการขวางทางน้ำสาธารณะ การแก้ทางน้ำควรประสานเจ้าหน้าที่หากอาจกระทบพื้นที่ข้างเคียง
2. ย้ายของสำคัญขึ้นที่สูง
ย้ายปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ เครื่องสูบน้ำ เครื่องมือการเกษตร เอกสารสิทธิ และสารเคมีออกจากพื้นต่ำ สารเคมีควรเก็บในภาชนะเดิม ปิดฝาแน่น และแยกจากอาหารสัตว์หรือผลผลิต เพื่อป้องกันการปนเปื้อนหากน้ำเข้าพื้นที่
3. วางแผนเก็บเกี่ยวตามความพร้อมของผลผลิต
หากพืชใกล้เก็บเกี่ยว ให้ประเมินอายุ ความชื้น คุณภาพ และตลาดก่อนเร่งเก็บ ไม่ควรเก็บเกี่ยวก่อนกำหนดเพียงเพราะเห็นข่าวระดับภูมิภาค หากพื้นที่มีประกาศเตือนเฉพาะจุดหรือมีน้ำเพิ่มเร็ว ควรหารือเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ทันที
4. เตรียมสัตว์เลี้ยงและอาหารสัตว์
ผู้เลี้ยงสัตว์ควรเตรียมจุดอพยพที่แห้ง เส้นทางเคลื่อนย้าย น้ำสะอาด ยา และอาหารสำรอง ยกถุงอาหารสัตว์ให้พ้นพื้นและป้องกันความชื้น อย่านำสัตว์ลุยน้ำเชี่ยวหรือพื้นที่ที่มองไม่เห็นพื้น
5. เก็บหลักฐานก่อนเกิดความเสียหาย
ถ่ายภาพแปลง พืช สัตว์ โรงเรือน เครื่องจักร และหลักฐานการผลิต พร้อมบันทึกวันเวลาและพิกัดโดยประมาณ ตรวจสอบว่าข้อมูลทะเบียนเกษตรกรเป็นปัจจุบัน เอกสารเหล่านี้ช่วยให้การแจ้งความเสียหายและตรวจสอบสิทธิทำได้ชัดเจนขึ้น
ตัวเลขการระบายน้ำหมายความว่าอย่างไร
อัตราการระบายน้ำผ่านเขื่อนบอกปริมาณน้ำที่ไหลผ่านในหนึ่งวินาที แต่ผลกระทบจริงขึ้นอยู่กับระดับตลิ่ง ความจุลำน้ำ น้ำจากลำน้ำสาขา ฝนในพื้นที่ น้ำทะเลหนุน และสภาพคันกั้นน้ำ ตัวเลข 700–1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีจึงไม่เท่ากับการยืนยันว่าจะเกิดน้ำท่วมทุกพื้นที่
สิ่งที่เกษตรกรควรติดตามควบคู่กัน ได้แก่ ระดับน้ำที่สถานีใกล้บ้าน แนวโน้มขึ้นหรือลงในหลายชั่วโมง ประกาศแจ้งเตือนเฉพาะตำบล และแผนบริหารประตูระบายน้ำของโครงการชลประทานในพื้นที่
ช่องทางข้อมูลที่ควรตรวจสอบ
- เว็บไซต์และช่องทางทางการของกรมชลประทาน
- ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ หรือ SWOC
- สำนักงานชลประทานและโครงการส่งน้ำในพื้นที่
- ประกาศจากจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้นำชุมชน
- สำนักงานเกษตรอำเภอ สำหรับคำแนะนำด้านพืชและการขึ้นทะเบียนความเสียหาย
คำถามที่พบบ่อย
เขื่อนเจ้าพระยาระบาย 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แปลว่าจะท่วมแน่นอนหรือไม่?
ไม่จำเป็น ผลกระทบขึ้นกับสภาพลำน้ำ ระดับตลิ่ง น้ำจากสาขาและฝนในแต่ละพื้นที่ ต้องดูประกาศเฉพาะพื้นที่ร่วมด้วย
ควรรีบเก็บเกี่ยวทันทีหรือไม่?
ควรประเมินความพร้อมของผลผลิตและความเสี่ยงในพื้นที่จริง ข่าวนี้เป็นสัญญาณให้เตรียมพร้อม ไม่ใช่คำสั่งให้ทุกพื้นที่เร่งเก็บเกี่ยว
หากแปลงเริ่มมีน้ำเข้าควรทำอย่างไร?
ให้ความปลอดภัยของคนและสัตว์มาก่อน ตัดกระแสไฟในจุดเสี่ยง หลีกเลี่ยงน้ำเชี่ยว เก็บหลักฐานความเสียหาย และติดต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ
สรุป
ข่าวน้ำเหนือครั้งนี้เป็นการแจ้งเตือนให้พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเตรียมพร้อมและติดตามข้อมูลถี่ขึ้น เกษตรกรควรสำรวจแปลง ย้ายปัจจัยการผลิตขึ้นที่สูง เตรียมแผนสัตว์เลี้ยง และยึดประกาศทางการในพื้นที่เป็นหลัก เพราะระดับน้ำและแผนระบายอาจเปลี่ยนได้ทุกวัน
แหล่งข้อมูล: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์: ชป.เฝ้าระวังน้ำเหนือใกล้ชิด (27 สิงหาคม 2569)





