โรคราแป้งมะม่วงเป็นโรคเชื้อราที่ต้องเฝ้าระวังมากในช่วงแทงช่อดอก อาการเด่นคือผงสีขาวคล้ายแป้งปกคลุมก้านช่อ ดอก หรือใบอ่อน ทำให้ดอกช้ำ แห้ง และร่วง หากติดผลได้ ผลอ่อนอาจมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ และหลุดร่วงง่าย การตรวจพบเร็วช่วยลดความเสียหายได้มากกว่ารอจนทั้งช่อเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
โรคราแป้งมะม่วงเกิดจากอะไร
โรคนี้เกิดจากเชื้อรา Oidium mangiferae สปอร์ของเชื้อแพร่กระจายไปกับลมและเข้าทำลายเนื้อเยื่ออ่อน โดยเฉพาะช่อดอก ดอกย่อย ใบอ่อน และผลอ่อน โรคมักเห็นชัดเมื่ออากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็น มีความชื้นสูง และทรงพุ่มระบายอากาศไม่ดี
อาการที่ควรสังเกต
อาการบนช่อดอก
เริ่มพบผงสีขาวหรือขาวเทาคล้ายแป้งขึ้นตามก้านช่อ ก้านดอกย่อย และกลีบดอก ต่อมาดอกจะช้ำเป็นสีน้ำตาลอ่อน แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือดำ แห้งและหลุดร่วง บางช่อเหลือแต่ก้านและไม่ติดผล
อาการบนใบอ่อน
ใบเริ่มเป็นจุดซีดหรือเหลืองและมีผงสีขาวปกคลุมผิว เมื่อโรครุนแรง แผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเทา ใบอาจบิดเบี้ยว หงิก หรือเจริญไม่เต็มที่ อาการบนใบช่วยยืนยันว่ามีเชื้ออยู่ในทรงพุ่ม แม้ช่อดอกบางส่วนยังดูปกติ
อาการบนผลอ่อน
ผลที่ติดจากช่อเป็นโรคมักมีขนาดเล็ก ผิวไม่สมบูรณ์ และหลุดร่วงง่าย หากการติดผลลดลงพร้อมกับพบผงขาวบนช่อดอก ควรตรวจหาโรคราแป้งก่อนสรุปว่าเกิดจากการผสมเกสรไม่ดีหรือขาดธาตุอาหาร
ช่วงเสี่ยงและปัจจัยที่ทำให้โรครุนแรง
- มะม่วงกำลังแทงช่อดอก ดอกบาน หรือเริ่มติดผลอ่อน
- อากาศเย็นในตอนเช้า มีหมอกหรือน้ำค้าง และความชื้นสูง
- ทรงพุ่มแน่น กิ่งซ้อนกัน แสงและลมเข้าไม่ทั่วถึง
- สวนเคยมีประวัติโรคและยังมีช่อหรือใบที่เป็นโรคสะสมอยู่
- สำรวจช้า จนผงเชื้อกระจายไปหลายช่อแล้ว
วิธีป้องกันก่อนมะม่วงออกดอก
- ตัดแต่งทรงพุ่มหลังเก็บเกี่ยว ลดกิ่งซ้อน กิ่งแห้ง และกิ่งเป็นโรค เพื่อให้แสงและลมผ่านได้ดี
- เก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากสวน ไม่นำช่อหรือใบป่วยมากองไว้ใต้ต้น เพราะอาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อ
- วางแผนสำรวจตั้งแต่เริ่มแทงช่อ ตรวจช่อด้านในทรงพุ่มและจุดอับลมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งในช่วงอากาศเสี่ยง
- ดูแลต้นให้สมดุล ใช้ปุ๋ยและน้ำตามความต้องการ ไม่เร่งใบอ่อนมากเกินไปในช่วงที่ต้องการให้ต้นสร้างช่อดอกแข็งแรง
เมื่อพบราแป้งควรจัดการอย่างไร
ตัดช่อหรือใบที่เป็นโรครุนแรงออกอย่างระมัดระวังและนำออกจากแปลง จากนั้นสำรวจต้นข้างเคียง เพราะสปอร์สามารถกระจายตามลมได้ ควรเริ่มจัดการตั้งแต่พบผงขาวเพียงเล็กน้อย ไม่รอจนดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั้งช่อ
หากจำเป็นต้องใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนสำหรับมะม่วงและโรคราแป้งในปัจจุบัน ใช้ตามอัตราและช่วงเว้นการเก็บเกี่ยวบนฉลาก และสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์เพื่อลดความเสี่ยงดื้อยา ไม่ควรพ่นขณะมีลมแรงหรือช่วงที่ผึ้งและแมลงผสมเกสรกำลังทำงานหนาแน่น หากใช้ผลิตภัณฑ์กำมะถันต้องอ่านข้อจำกัดเรื่องอุณหภูมิและการใช้ใกล้กับน้ำมันกำจัดศัตรูพืชบนฉลากอย่างเคร่งครัด
ราแป้งต่างจากราดำอย่างไร
ราแป้งมีสีขาวหรือขาวเทาและมักเกิดบนเนื้อเยื่ออ่อน ส่วนราดำเป็นคราบดำบนใบหรือผลและมักสัมพันธ์กับน้ำหวานที่แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยแป้งหรือเพลี้ยหอย ขับถ่ายไว้ การจัดการจึงต่างกัน หากเป็นราดำต้องสำรวจและควบคุมแมลงต้นเหตุร่วมด้วย ไม่ควรใช้วิธีเดียวกับราแป้งโดยไม่ตรวจอาการ
คำถามที่พบบ่อย
ผงขาวบนช่อมะม่วงล้างออกแล้วหายหรือไม่
การล้างผงขาวอาจทำให้เห็นน้อยลงชั่วคราว แต่ไม่กำจัดเชื้อที่เข้าทำลายเนื้อเยื่อและไม่ป้องกันสปอร์ใหม่ จึงต้องจัดการทั้งส่วนป่วย สภาพทรงพุ่ม และวิธีควบคุมที่เหมาะสม
ควรพ่นสารทุกครั้งที่มะม่วงออกดอกหรือไม่
ไม่ควรพ่นตามปฏิทินโดยไม่สำรวจแปลง ควรพิจารณาประวัติโรค สภาพอากาศ อาการที่พบ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รวมถึงเลือกเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนและใช้ตามฉลาก
แหล่งข้อมูล
- กรมส่งเสริมการเกษตร: เตือนโรคราแป้งในมะม่วง
- กรมส่งเสริมการเกษตร: การใช้ชีวภัณฑ์ลดความเสียหายจากโรคพืช
ภาพปกเป็นภาพประกอบเพื่อช่วยสังเกตอาการ ควรวินิจฉัยจากหลายส่วนของต้นและยืนยันกับคลินิกพืชเมื่ออาการไม่ชัดเจน




