ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ให้ไนโตรเจน (N) 13% ฟอสเฟตในรูป P₂O₅ 13% และโพแทชในรูป K₂O 21% โดยน้ำหนัก จึงมีโพแทสเซียมสูงกว่าสองธาตุแรก แต่ไม่ควรเรียกว่า “ปุ๋ยบำรุงผล” หรือ “ปุ๋ยเพิ่มหวาน” สำหรับทุกพืช สูตรนี้เหมาะเมื่อผลดินและคำแนะนำเฉพาะพืชชี้ว่าต้องเติม N กับ P₂O₅ ใกล้เคียงกัน และต้องการ K₂O มากกว่า หลังรวมธาตุจากปุ๋ยคอก ปุ๋ยเดิม และแหล่งอื่นแล้ว
อ่านสูตร 13-13-21 ให้ถูก
เลขสามตำแหน่งเรียงตาม N–P₂O₅–K₂O เป็นร้อยละโดยน้ำหนัก ไม่ใช่อัตราใช้ต่อไร่ และไม่บอกวัตถุดิบ รูปไนโตรเจน แหล่งโพแทสเซียม ธาตุรอง การเคลือบ หรือความเร็วการละลาย ข้อมูลเหล่านี้ต้องอ่านจากฉลากผลิตภัณฑ์แต่ละรายการ
| ค่ารับรอง | ความหมาย | ในปุ๋ย 100 กก. |
|---|---|---|
| 13 | ไนโตรเจนทั้งหมด (N) | 13 กก. N |
| 13 | ฟอสเฟตในรูป P₂O₅ | 13 กก. P₂O₅ |
| 21 | โพแทชในรูป K₂O | 21 กก. K₂O |
สัดส่วน N:P₂O₅:K₂O เท่ากับ 13:13:21 หรือประมาณ 1:1:1.62 ปุ๋ย 10 กิโลกรัมจึงให้ N 1.3 กิโลกรัม P₂O₅ 1.3 กิโลกรัม และ K₂O 2.1 กิโลกรัม การถอดสูตรนี้ใช้ทำงบธาตุอาหาร ไม่ใช่คำแนะนำให้ใส่ 10 กิโลกรัมต่อไร่
ธาตุทั้งสามเกี่ยวข้องกับพืชอย่างไร
ไนโตรเจน เกี่ยวข้องกับคลอโรฟิลล์ โปรตีน และเนื้อเยื่อใหม่ ฟอสฟอรัส เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนพลังงานและการแบ่งเซลล์ ส่วน โพแทสเซียม ช่วยควบคุมน้ำ การทำงานของเอนไซม์ และการเคลื่อนย้ายสาร แต่บทบาทเหล่านี้ไม่แปลว่าเพิ่มธาตุมากขึ้นแล้วผลผลิตจะสูงขึ้นเสมอ หาก P มีเพียงพอ การเติมเพิ่มอาจไม่คุ้ม ขณะที่แปลงขาด K มากอาจต้องใช้แหล่ง K ที่ไม่พา N และ P มามากเกินไป

13-13-21 เหมาะกับระยะติดผลหรือไม่
สูตรนี้มักถูกนำเสนอสำหรับระยะออกดอกหรือติดผล เพราะ K₂O สูงกว่า N และ P₂O₅ แต่ “K สูง” เป็นการเปรียบเทียบภายในสูตร ไม่ได้พิสูจน์ว่าสัดส่วนนี้ตรงกับทุกพืช บางชนิดยังต้องการ N มาก บางแปลงมี P สูง และบางระบบได้รับ K จากน้ำหรือปุ๋ยเดิมอยู่แล้ว คุณภาพผลยังขึ้นกับพันธุ์ แสง น้ำ จำนวนใบ ภาระผล โรค และอายุเก็บเกี่ยว จึงไม่ควรรับรองว่าใช้แล้วหวานหรือผลใหญ่แน่นอน
เลือกจากผลดินและความต้องการพืช
- สูตรอาจตรง เมื่อส่วนขาดหลังหักธาตุทุกแหล่งต้องการ K₂O มากกว่า N และ P₂O₅ และสัดส่วนใกล้ 13:13:21
- สูตรอาจไม่ตรง เมื่อดิน P สูง เพราะการใช้ตามเป้าหมาย K จะพา P₂O₅ เข้ามาเท่ากับ N หรือเมื่อพืชต้องการ N มากกว่า K
- เลขสูตรไม่บอกธาตุอื่น อย่าสรุปว่ามีแคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน หรือจุลธาตุ เว้นแต่ฉลากระบุค่ารับรอง
- อาการพืชไม่ใช่ผลตรวจ ใบเหลือง ขอบใบไหม้ ผลเล็ก หรือร่วงอาจเกิดจากน้ำ ราก โรค แมลง pH หรือความเค็ม ไม่ควรแก้ด้วยสูตรนี้ทันที
- เก็บตัวอย่างดินเป็นตัวแทน แยกบริเวณที่ดิน ความลาดชัน หรือประวัติใส่ปุ๋ยต่างกัน
- อ่าน pH อินทรียวัตถุ P และ K ตามเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการ เพราะวิธีสกัดต่างกันให้ตัวเลขและเกณฑ์ต่างกันได้
- ใช้คำแนะนำเฉพาะพืช ระบุพันธุ์ อายุ ระยะ ความหนาแน่น ผลผลิตเป้าหมาย และระบบน้ำ
- ทำบัญชีธาตุอาหาร รวมปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ น้ำ เศษพืช และปุ๋ยก่อนหน้า แล้วเทียบส่วนขาดกับ 13:13:21
- บันทึกผล จดสูตร ปริมาณ ฝน น้ำ อาการพืช และผลผลิต เพื่อปรับแผนด้วยข้อมูลจริง
ตัวอย่างคำนวณที่ไม่ใช่อัตราต่อไร่
สมมติแผนที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วต้องเติม K₂O 4.2 กิโลกรัม ปริมาณ 13-13-21 ที่คำนวณจาก K₂O คือ 4.2 ÷ 0.21 = 20 กิโลกรัม ปุ๋ย 20 กิโลกรัมนี้ให้ N 20 × 0.13 = 2.6 กิโลกรัม และ P₂O₅ 2.6 กิโลกรัมด้วย
หากแผนต้องการ N เพียง 1 กิโลกรัม สูตรนี้จะทำให้ N เกิน 1.6 กิโลกรัมแม้ K₂O พอดี จึงควรเลือกแหล่ง K ที่พา N น้อยกว่าหรือคำนวณส่วนผสมใหม่ ตัวอย่างนี้แสดงวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่อัตราต่อไร่ ต่อต้น หรือคำแนะนำสำหรับพืชชนิดใด
ใช้ให้ตรงเวลาและตำแหน่ง
เวลา
ใส่ในช่วงที่รากทำงานและพืชต้องการธาตุ หลีกเลี่ยงก่อนฝนหนัก น้ำท่วมขัง หรือดินแห้งจัด การแบ่งใส่อาจลดความเข้มข้นเฉพาะจุดและให้ธาตุตรงระยะมากขึ้น แต่ปริมาณรวมยังต้องอยู่ในแผน
ตำแหน่ง
กระจายบริเวณรากที่ดูดใช้ได้ ไม่กองชิดโคน ลำต้น เมล็ด หรือรากอ่อน และไม่หว่านลงร่องน้ำ สำหรับไม้ผล ตำแหน่งรากใช้งานไม่ได้จำกัดอยู่ที่โคน จึงควรทำตามคู่มือเฉพาะพืช
รูปแบบผลิตภัณฑ์
เลข 13-13-21 ไม่บอกว่าเหมาะกับการหว่าน ละลาย ให้ทางน้ำ หรือพ่นใบ ใช้เฉพาะวิธีที่ฉลากกำหนด หากผสมกับปุ๋ยอื่นต้องคำนวณธาตุรวมและตรวจความเข้ากันได้ ไม่ใช้สีเม็ดเป็นหลักตัดสินคุณภาพ
เปรียบเทียบกับสูตรใกล้เคียง
| สูตร | ลักษณะสัดส่วน | ประเด็นก่อนเลือก |
|---|---|---|
| 13-13-21 | N และ P₂O₅ เท่ากัน; K₂O สูงกว่า | ส่วนขาดใกล้ 13:13:21 หรือไม่ |
| 14-14-23 | สัดส่วนคล้ายกันแต่เข้มข้นกว่า | ห้ามแทนแบบกิโลกรัมต่อกิโลกรัม |
| 12-12-17 | K₂O เด่นแต่ความเข้มข้นต่ำกว่า | เทียบธาตุจริงต่อกิโลกรัมและราคา |
| 15-15-15 | สามธาตุเท่ากัน | หากต้องการ K มากกว่า สูตรเสมออาจไม่ตรง อ่าน คู่มือ 15-15-15 |
ข้อควรระวังในการซื้อและเก็บ
- ตรวจสูตรรับรอง เลขทะเบียน ผู้ผลิต น้ำหนัก วิธีใช้ และคำเตือนบนฉลากภาษาไทย ไม่ซื้อถุงชำรุดหรือข้อมูลเลือนหาย
- สวมถุงมือ รองเท้าหุ้ม และหน้ากากกันฝุ่นตามฉลาก ห้ามกิน ดื่ม หรือสูบบุหรี่ระหว่างทำงาน
- เก็บบนพาเลตในที่แห้ง ปิดถุงให้สนิท แยกจากเด็ก อาหาร อาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ และแหล่งน้ำ
- ไม่เทปุ๋ยหรือน้ำล้างอุปกรณ์ลงคลอง และไม่ใส่ก่อนฝนชะหนัก เพื่อลดการสูญเสียสู่สิ่งแวดล้อม
คำถามที่พบบ่อย
13-13-21 ใส่ไม้ผลได้ทุกระยะไหม
ไม่ได้ ต้องเลือกตามชนิด อายุ ระยะ ปริมาณผล และผลดิน ระยะหนึ่งอาจต้องการ N มากขึ้น ขณะที่อีกระยะต้องควบคุม N หรือเติม K จึงไม่มีสูตรเดียวที่เหมาะตลอดปี
13-13-21 ใช้แทน 14-14-23 ได้ไหม
อาจเป็นแหล่งธาตุที่มีสัดส่วนใกล้กัน แต่ห้ามแทนด้วยน้ำหนักเท่ากัน เพราะ 14-14-23 ให้ธาตุต่อกิโลกรัมมากกว่า ต้องคำนวณ N, P₂O₅ และ K₂O ใหม่และตรวจฉลาก
ควรใส่กี่กิโลกรัมต่อไร่
ไม่มีตัวเลขเดียว ต้องทราบพืช ระยะ ผลผลิตเป้าหมาย ผลดิน น้ำ และธาตุจากแหล่งอื่นก่อน แล้วใช้คำแนะนำเฉพาะพื้นที่หรือให้สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานเกษตร หรือผู้เชี่ยวชาญช่วยแปลผล
สรุป
ปุ๋ย 13-13-21 ให้ N และ P₂O₅ อย่างละ 13% กับ K₂O 21% จึงเป็นสูตร K เด่นเมื่อเทียบภายในกระสอบ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยบำรุงผลสำเร็จรูป เลือกเมื่อส่วนขาดใกล้ 13:13:21 คำนวณครบสามธาตุ หักแหล่งเดิม ใช้ตามฉลาก และติดตามผลแทนการเชื่อคำโฆษณา





