หลักเกณฑ์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569 มีผลใช้กับพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยเกษตรกรด้านพืชต้องผ่านขั้นตอนสำคัญ 3 ส่วน คือ ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร ยื่นแบบ กษ 01 และเข้าร่วมประชาคมก่อนรับการพิจารณาช่วยเหลือ
บทความนี้สรุปข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรเตรียมตัวได้ถูกต้อง อัตราเงินและสิทธิจริงขึ้นอยู่กับความเสียหายที่ตรวจสอบได้ การประกาศเขตภัยพิบัติ และผลพิจารณาของคณะกรรมการในพื้นที่ ไม่ใช่การจ่ายเงินให้ทุกแปลงโดยอัตโนมัติ
ใครมีสิทธิ์ยื่นขอความช่วยเหลือ?
เงื่อนไขสำคัญคือเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกให้เป็นปัจจุบัน ก่อนเกิดภัย และแปลงที่เสียหายต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ ข้อมูลชนิดพืช เนื้อที่ และรอบเพาะปลูกในทะเบียนต้องสอดคล้องกับสภาพแปลงจริงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้
หากยังไม่แน่ใจว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ อ่านแนวทาง ขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2569/2570 และติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอโดยเร็ว การแก้ไขข้อมูลภายหลังเกิดภัยอาจไม่เข้าเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
อัตราเยียวยาความเสียหายด้านพืช ปี 2569
ตามข้อมูลที่กรมส่งเสริมการเกษตรเผยแพร่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 กรณีพืชตายหรือเสียหายจนไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืนสู่สภาพเดิม จะพิจารณาช่วยเหลือตามพื้นที่เสียหายจริง โดยรวมไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ดังนี้
| ประเภทความเสียหาย | อัตราช่วยเหลือ |
|---|---|
| ข้าวเสียหายสิ้นเชิง | 2,240 บาทต่อไร่ |
| พืชไร่และพืชผักเสียหายสิ้นเชิง | 3,180 บาทต่อไร่ |
| ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชอื่นเสียหายสิ้นเชิง | 6,800 บาทต่อไร่ |
| ไม้ผลหรือไม้ยืนต้นชะงักการเติบโตแต่ยังฟื้นฟูได้ หรือผลผลิตเสียหาย | 3,400 บาทต่อไร่ |
กรณีไม้ผลหรือไม้ยืนต้นมีทั้งความเสียหายสิ้นเชิงและส่วนที่ยังฟื้นฟูได้ การนับพื้นที่รวมของสองกรณีต้องไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และต้องผ่านการสำรวจรับรองความเสียหายตามขั้นตอน
พื้นที่ถูกดิน โคลน หรือซากวัสดุทับถมช่วยเท่าไร?
หากแปลงถูกหิน ดิน ทราย ไม้ โคลน หรือซากวัสดุทับถมจนไม่สามารถเพาะปลูกได้ หรืออาจทำให้พืชเสียหาย และหน่วยงานรัฐไม่สามารถเข้าไปช่วยขุดลอกได้ หลักเกณฑ์กำหนดค่าใช้จ่ายขุดลอกและขนย้ายซากในอัตรา 16,000 บาทต่อไร่ ช่วยเหลือไม่เกิน 5 ไร่ ทั้งนี้ต้องมีการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง
3 ขั้นตอนขอรับความช่วยเหลือ
1. ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร
ตรวจว่าแปลง ชนิดพืช เนื้อที่ และวันปลูกได้ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงไว้ก่อนเกิดภัยหรือไม่ ทะเบียนเป็นหลักฐานสำคัญสำหรับตรวจสอบสิทธิ หากข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันอาจไม่ได้รับการพิจารณาตามหลักเกณฑ์
2. ยื่นแบบ กษ 01
เมื่อเกิดความเสียหาย ให้ยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ กษ 01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอของพื้นที่เกิดเหตุ หรือดาวน์โหลดแบบฟอร์มจาก disaster.doae.go.th แบบคำร้องต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองความเสียหายจากผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. หรือนายกเทศมนตรีตามกรณี ก่อนเข้าสู่กระบวนการของสำนักงานเกษตรอำเภอ
3. เข้าร่วมประชาคมและติดตามผล
หลังยื่นคำร้อง เกษตรกรต้องเข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบ ณ สถานที่ที่เจ้าหน้าที่กำหนด เมื่อได้รับอนุมัติ ธ.ก.ส. จะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของเกษตรกรโดยตรงตามขั้นตอน จึงไม่ควรจ่ายเงินให้บุคคลที่อ้างว่าสามารถเร่งอนุมัติหรือแทรกคิวได้
เอกสารและหลักฐานที่ควรเตรียม
- บัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลทะเบียนเกษตรกร
- รายละเอียดแปลงและหลักฐานการเพาะปลูกที่ตรงกับทะเบียน
- ภาพถ่ายความเสียหายหลายมุม พร้อมวันที่และตำแหน่งถ้าสามารถทำได้
- แบบ กษ 01 ที่กรอกครบถ้วนและผ่านการรับรองในพื้นที่
- สมุดบัญชี ธ.ก.ส. หรือข้อมูลบัญชีตามที่เจ้าหน้าที่แจ้ง
รายการเอกสารอาจแตกต่างตามพื้นที่และประเภทภัย ให้ยึดคำแนะนำของสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นหลัก และเก็บสำเนาคำร้องหรือหลักฐานการยื่นไว้ติดตามผล
ข้อควรระวัง
- เงินช่วยเหลือพิจารณาจากพื้นที่เสียหายจริง ไม่ใช่พื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนทั้งหมด
- พื้นที่ต้องมีประกาศเขตภัยพิบัติและผ่านกระบวนการตรวจสอบ
- อย่าแก้ไขหรือจัดฉากพื้นที่เสียหาย เพราะมีการสำรวจและประชาคมรับรอง
- อย่าเปิดเผยรหัส OTP หรือโอนค่าดำเนินการให้ผู้แอบอ้าง
- อัตราและขั้นตอนอาจมีประกาศเพิ่มเติม ควรตรวจสอบกับสำนักงานเกษตรอำเภออีกครั้งก่อนยื่น
สรุปสำหรับเกษตรกรที่แปลงได้รับความเสียหาย
สิ่งที่ควรทำทันทีคือเก็บหลักฐานความเสียหาย ติดต่อผู้นำชุมชนหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ ตรวจทะเบียนให้ตรงกับแปลงจริง ยื่น กษ 01 และติดตามวันประชาคม อย่ารอข่าวจากโซเชียลเพียงอย่างเดียว เพราะกำหนดเวลาและรายละเอียดการรับคำร้องอาจต่างกันในแต่ละพื้นที่
แหล่งข้อมูลหลัก: กรมส่งเสริมการเกษตร: ขั้นตอนก่อนรับเงินช่วยเหลือภัยพิบัติตามหลักเกณฑ์ใหม่ และ เว็บไซต์รัฐบาลไทย: หลักเกณฑ์เยียวยาเกษตรกรฉบับใหม่ ตรวจสอบข้อมูลวันที่ 31 สิงหาคม 2569 โดยใช้อัตราล่าสุดตามข่าวกรมส่งเสริมการเกษตรวันที่ 24 สิงหาคม 2569
หมายเหตุภาพ: ภาพปกสร้างขึ้นเพื่อประกอบบทความ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์หรือเจ้าหน้าที่จริงของหน่วยงานรัฐ





