7 ข้อเสีย UPOV 1991 ต่อเกษตรกรไทย และเหตุผลที่ควรคัดค้านจนกว่าจะมีหลักประกัน

อัปเดตข้อมูล: 6 ตุลาคม 2569

สรุปสั้น ๆ สำหรับเกษตรกร

  • ประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991 และรัฐบาลระบุว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาและเจรจา
  • UPOV 1991 ไม่ได้ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ทุกชนิด แต่สำหรับ “พันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง” สิทธิเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อเป็นข้อยกเว้นที่รัฐเลือกกำหนดได้ ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัด
  • บทความนี้เสนอให้คัดค้านหรือชะลอการรับข้อผูกพัน UPOV 1991 ตราบใดที่ร่างกฎหมาย ผลเจรจา และหลักประกันสิทธิเกษตรกรยังไม่เปิดเผยและตรวจสอบได้

ประเด็น UPOV 1991 ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ ต้นทุนการผลิต ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนอนาคตของนักปรับปรุงพันธุ์ไทย อย่างไรก็ดี การถกเถียงควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความกลัวหรือคำโฆษณาเพียงด้านเดียว

จุดยืนที่รอบคอบจึงไม่ใช่การกล่าวว่า UPOV 1991 จะทำให้เกษตรกรผิดกฎหมายทันที แต่คือการถามว่า ประเทศไทยควรผูกพันกับกติกานี้หรือไม่ หากยังไม่มีข้อความกฎหมายที่รับรองวิถีเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไทยอย่างชัดเจน บังคับใช้ได้จริง และไม่เปิดช่องให้สิทธิดั้งเดิมค่อย ๆ แคบลงในอนาคต

อินโฟกราฟิกเกษตรกรกับสิทธิการเก็บ ใช้ และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์
ภาพประกอบ: การเก็บ ใช้ และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์คือหัวใจของระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน แต่ขอบเขตสิทธิในพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองต้องเขียนให้ชัดเจน

UPOV 1991 เปลี่ยนกติกาเรื่องเมล็ดพันธุ์อย่างไร

UPOV 1991 คืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยให้สิทธิแก่นักปรับปรุงพันธุ์เหนือกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง เช่น การผลิตเพื่อขยายพันธุ์ การเสนอขาย การขาย การนำเข้า และการส่งออก กติกายังอาจขยายไปถึงผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในบางเงื่อนไข รวมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากพันธุ์ตั้งต้นโดยสาระสำคัญ หรือ EDV

ส่วนการนำเมล็ดจากผลผลิตกลับไปปลูกต่อในแปลงของตน มาตรา 15(2) เปิดให้แต่ละประเทศ “อาจ” กำหนดข้อยกเว้นได้ ภายในขอบเขตที่สมเหตุสมผลและต้องคุ้มครองผลประโยชน์อันชอบธรรมของเจ้าของพันธุ์ นั่นหมายความว่าสิทธินี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากตัวอนุสัญญา แต่ขึ้นอยู่กับถ้อยคำในกฎหมายไทยว่าจะครอบคลุมพืชชนิดใด เกษตรกรกลุ่มใด ปริมาณเท่าใด และมีค่าตอบแทนหรือเงื่อนไขอื่นหรือไม่

หากต้องการพื้นฐานแบบถาม–ตอบก่อนอ่านบทวิเคราะห์นี้ ดูบทความ UPOV 1991 กับสิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งอธิบายสถานะไทยและความหมายของกติกาหลักไว้แล้ว

7 ข้อเสียและความเสี่ยงของ UPOV 1991 ต่อเกษตรกรไทย

1. สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อไม่ใช่สิทธิอัตโนมัติ

สำหรับพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง เกษตรกรจะเก็บเมล็ดจากผลผลิตไว้ปลูกต่อได้เพียงใดขึ้นกับข้อยกเว้นที่กฎหมายภายในกำหนด UPOV เปิดให้จำกัดตามชนิดพืช ประเภทพันธุ์ ขนาดแปลง ปริมาณผลผลิต หรืออาจกำหนดค่าตอบแทนแก่เจ้าของสิทธิได้ ความไม่แน่นอนนี้สำคัญมากสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ต้องลดต้นทุนด้วยการเก็บเมล็ดพันธุ์เอง

2. การแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์คุ้มครองในชุมชนอาจอยู่นอกข้อยกเว้น

มาตรา 15(2) กล่าวถึงการใช้ผลผลิตจากแปลงของตนเพื่อปลูกต่อ “ในแปลงของตน” จึงไม่ได้รับรองการส่งต่อเมล็ดพันธุ์คุ้มครองจากเกษตรกรรายหนึ่งให้อีกรายอย่างกว้างขวาง แม้ไม่มีการซื้อขายก็ตาม หากกฎหมายไทยเขียนข้อยกเว้นแคบ ระบบแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ในชุมชนและธนาคารเมล็ดพันธุ์อาจต้องแยกแยะพันธุ์ทุกชุดอย่างละเอียด และมีความเสี่ยงทำผิดโดยไม่เข้าใจกติกา

3. อาจเพิ่มการพึ่งพาตลาดเมล็ดพันธุ์และต้นทุนการผลิต

เมื่อการขยายพันธุ์คุ้มครองต้องได้รับอนุญาต เกษตรกรบางกลุ่มอาจต้องซื้อเมล็ดใหม่หรือจ่ายค่าตอบแทนตามเงื่อนไขมากขึ้น โดยเฉพาะหากพืชเศรษฐกิจสำคัญอยู่ภายใต้พันธุ์คุ้มครองจำนวนมาก นี่ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าราคาเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดจะเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะราคาขึ้นกับการแข่งขันและนโยบายของรัฐด้วย แต่เป็นความเสี่ยงที่ต้องมีการประเมินรายพืชและเปิดเผยตัวเลขก่อนตัดสินใจ

4. ขอบเขตสิทธิกว้างขึ้นและกติกาซับซ้อนกว่าเดิม

UPOV 1991 ครอบคลุมกิจกรรมเกี่ยวกับส่วนขยายพันธุ์หลายประเภท และในบางเงื่อนไขสิทธิอาจตามไปถึงผลผลิตที่เก็บเกี่ยว หากเกิดจากการใช้ส่วนขยายพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาตและเจ้าของสิทธิไม่มีโอกาสอันสมควรใช้สิทธิก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ระบบ EDV ยังทำให้การนำพันธุ์ที่พัฒนาต่อยอดจากพันธุ์คุ้มครองออกใช้เชิงพาณิชย์อาจต้องขออนุญาตจากเจ้าของพันธุ์ตั้งต้น ความซับซ้อนนี้เพิ่มภาระตรวจสอบ เอกสาร และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายสำหรับเกษตรกร สหกรณ์ และนักปรับปรุงพันธุ์รายเล็ก

5. ระยะเวลาคุ้มครองยาวและครอบคลุมชนิดพืชกว้างขึ้น

UPOV 1991 กำหนดระยะคุ้มครองขั้นต่ำ 20 ปีสำหรับพืชทั่วไป และ 25 ปีสำหรับไม้ยืนต้นกับเถาวัลย์ ขณะเดียวกันประเทศสมาชิกใหม่ต้องขยายการคุ้มครองไปสู่พืชทุกสกุลและชนิดภายใน 10 ปี ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ข้าวหรือพืชไม่กี่ชนิด แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างระบบเมล็ดพันธุ์ของประเทศในระยะยาว

ภาพตาชั่งแสดงสมดุลระหว่างสิทธิผู้ปรับปรุงพันธุ์กับสิทธิเกษตรกร
ภาพประกอบ: การคุ้มครองนวัตกรรมพันธุ์พืชควรเดินไปพร้อมกับสิทธิเกษตรกร ไม่ใช่ให้น้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป

6. กลไกคุ้มครองพันธุ์พื้นเมืองและการแบ่งปันผลประโยชน์อาจถูกกดดัน

กฎหมายไทยปัจจุบันมีกลไกเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์เมื่อใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปหรือพันธุ์พืชป่าเชิงพาณิชย์ ขณะที่ UPOV เน้นเงื่อนไขการให้สิทธิด้านความใหม่ ความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ ความคงตัว และชื่อพันธุ์ จึงต้องตรวจให้แน่ชัดว่าการปรับกฎหมายจะไม่ทำให้กลไกการยินยอมและแบ่งปันผลประโยชน์เดิมอ่อนลง ทั้งนี้ UPOV ไม่ได้ทำให้บริษัทเป็นเจ้าของพันธุ์พื้นเมืองทั้งหมดโดยอัตโนมัติ และพันธุ์ที่ไม่ได้รับความคุ้มครองยังอยู่นอกสิทธินักปรับปรุงพันธุ์ตามอนุสัญญา

7. ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์และอำนาจต่อรองของเกษตรกรอาจลดลง

หากตลาดให้ความสำคัญกับพันธุ์เชิงพาณิชย์ที่มีความสม่ำเสมอสูง และเกษตรกรเข้าถึงพันธุ์เหล่านั้นผ่านผู้ขายเพียงไม่กี่ราย พันธุ์ท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและปรับตัวเฉพาะพื้นที่อาจถูกใช้น้อยลง นี่เป็นความเสี่ยงทางระบบ ไม่ใช่ผลที่ UPOV กำหนดไว้โดยตรง จึงต้องรับมือด้วยงานปรับปรุงพันธุ์สาธารณะ ธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน การแข่งขันที่เป็นธรรม และงบอนุรักษ์ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ควรคัดค้านหรือชะลอในเวลานี้

ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 รัฐบาลยืนยันว่าประเทศไทยยังไม่ได้ตกลงเข้าร่วม UPOV 1991 และประเด็นดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาและการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป การคัดค้านในช่วงนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรักษาพื้นที่นโยบายของประเทศก่อนเกิดข้อผูกพัน ไม่ใช่เพื่อปฏิเสธการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ทั้งหมด

เหตุผลสำคัญคือ ประชาชนยังจำเป็นต้องเห็นข้อความเจรจาฉบับสุดท้าย ร่างกฎหมายฉบับเต็ม รายชื่อพืชและเกษตรกรที่จะได้ข้อยกเว้น ผลประเมินต้นทุนรายพืช ตลอดจนระบบช่วยเหลือเมื่อเกิดข้อพิพาท คำยืนยันเชิงนโยบายว่ารัฐจะไม่จำกัดสิทธิเกษตรกรเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แต่ต้องแปลงเป็นถ้อยคำกฎหมายที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ เพราะรัฐบาลและนโยบายสามารถเปลี่ยนได้ ขณะที่ข้อผูกพันระหว่างประเทศมีผลระยะยาว

ข้อโต้แย้งของฝ่ายสนับสนุนที่ควรรับฟัง

ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่าระบบคุ้มครองพันธุ์พืชมาตรฐานสากลอาจจูงใจการวิจัยและการลงทุน ช่วยให้นักปรับปรุงพันธุ์ไทยคุ้มครองผลงาน เช่น พืชมูลค่าสูง ไม้ผล และไม้ดอก รวมทั้งเปิดทางให้เกษตรกรเข้าถึงพันธุ์ใหม่มากขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ยังระบุว่าร่างกฎหมายที่กำลังจัดทำจะคงสิทธิของเกษตรกรรายย่อยและพืชอาหารสำคัญ

ประโยชน์เหล่านี้ควรถูกนำมาชั่งน้ำหนักอย่างจริงจัง แต่ยังไม่ตอบคำถามว่าใครเป็นผู้รับต้นทุน ใครเข้าถึงสิทธิได้จริง และข้อยกเว้นจะคุ้มครองเกษตรกรกลุ่มใดบ้าง ทางออกที่น่าเชื่อถือจึงต้องไม่ใช่เพียงคำรับรอง แต่เป็นกฎหมาย งบประมาณ ระบบข้อมูล และกลไกอุทธรณ์ที่ประชาชนใช้ได้จริง

8 หลักประกันที่ต้องมี ก่อนประเทศไทยตัดสินใจ

  1. สิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ต้องเขียนชัด สำหรับเกษตรกรรายย่อยและพืชอาหารสำคัญ โดยไม่สร้างขั้นตอนหรือค่าใช้จ่ายเกินสมควร
  2. คุ้มครองการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ระดับชุมชน ที่ไม่มุ่งการค้าขนาดใหญ่ พร้อมหลักเกณฑ์แยกพันธุ์คุ้มครองที่เข้าใจง่าย
  3. รักษาสิทธิในพันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ดั้งเดิม พันธุ์สาธารณะ และพันธุ์ที่หมดอายุคุ้มครอง รวมทั้งสนับสนุนธนาคารเมล็ดพันธุ์ชุมชน
  4. คงการเปิดเผยแหล่งที่มาและการแบ่งปันผลประโยชน์ เมื่อใช้ทรัพยากรพันธุกรรมหรือภูมิปัญญาท้องถิ่น
  5. ประเมินผลกระทบรายพืชอย่างอิสระ ครอบคลุมราคาเมล็ด ต้นทุนครัวเรือน การแข่งขัน ความหลากหลาย และเกษตรกรหญิงหรือกลุ่มชาติพันธุ์
  6. มีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ภาระพิสูจน์และโทษต้องได้สัดส่วน พร้อมความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่เกษตรกรรายย่อย และไม่ลงโทษการปนเปื้อนโดยไม่เจตนาอย่างไม่เป็นธรรม
  7. เปิดเผยข้อความเจรจาและร่างกฎหมาย ให้สาธารณชนตรวจสอบ พร้อมรับฟังความคิดเห็นในภูมิภาคและภาษาที่ชุมชนเข้าถึงได้
  8. สร้างทางเลือกสาธารณะ ด้วยงบวิจัยพันธุ์พืชของรัฐ สหกรณ์เมล็ดพันธุ์ และระบบติดตามราคา การผูกขาด และค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
เช็กลิสต์หลักประกันสิทธิเกษตรกรก่อนประเทศไทยตัดสินใจเรื่อง UPOV 1991
ภาพประกอบ: หลักประกันต้องอยู่ในกฎหมายและตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงคำรับรองเชิงนโยบาย

เกษตรกรและประชาชนทำอะไรได้บ้างตอนนี้

  • ติดตามเอกสารจากกรมวิชาการเกษตร กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และทำเนียบรัฐบาล แทนการอาศัยข้อความแชร์ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
  • ขอให้รัฐเผยแพร่ร่างกฎหมายและตารางเปรียบเทียบสิทธิแบบภาษาง่าย โดยระบุพืช เกษตรกร และกิจกรรมที่ได้รับข้อยกเว้นอย่างเจาะจง
  • บันทึกวิถีการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ของชุมชน เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการประเมินผลกระทบ
  • รวมข้อเสนอผ่านสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร สภาเกษตรกร และเวทีรับฟังความคิดเห็น โดยย้ำทั้งสิทธิเกษตรกรและความจำเป็นในการสนับสนุนนักปรับปรุงพันธุ์ไทย
  • อย่าเพิ่งเปลี่ยนวิธีปลูกหรือหยุดเก็บเมล็ดจากข่าวลือ เพราะกฎหมายไทยปัจจุบันยังมีผลใช้บังคับ และไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิก UPOV 1991

คำถามที่พบบ่อย

ประเทศไทยเข้าร่วม UPOV 1991 แล้วหรือยัง?

ยังไม่เข้าร่วม ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 รัฐบาลระบุว่ายังอยู่ระหว่างพิจารณาและการเจรจา ข้อความสุดท้ายจึงอาจเปลี่ยนแปลงได้

UPOV 1991 ห้ามเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ทุกชนิดหรือไม่?

ไม่ใช่ UPOV ใช้กับพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง และเปิดให้ประเทศสมาชิกกำหนดข้อยกเว้นการเก็บเมล็ดจากแปลงของตนไว้ปลูกต่อในแปลงของตนได้ แต่ข้อยกเว้นนั้นเป็นทางเลือกและอาจมีเงื่อนไข จึงต้องดูถ้อยคำกฎหมายไทยฉบับสุดท้าย

พันธุ์พื้นเมืองจะกลายเป็นของบริษัททั้งหมดหรือไม่?

ไม่อัตโนมัติ พันธุ์ที่จะได้รับสิทธิต้องผ่านเกณฑ์ของพันธุ์ใหม่และกระบวนการจดทะเบียน อย่างไรก็ดี ไทยยังต้องรักษากลไกตรวจสอบแหล่งที่มา การยินยอม และการแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อป้องกันการนำทรัพยากรหรือภูมิปัญญาชุมชนไปใช้โดยไม่เป็นธรรม

ทำไมบทความนี้จึงเสนอให้คัดค้าน ทั้งที่ UPOV อาจช่วยงานวิจัย?

เพราะประโยชน์จากการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ไม่ควรแลกกับสิทธิเกษตรกรโดยไม่มีหลักประกัน การคัดค้านในที่นี้หมายถึงคัดค้านการรับข้อผูกพันก่อนเห็นข้อความสุดท้าย ผลกระทบ และมาตรการคุ้มครองที่บังคับใช้ได้ ไม่ใช่ปฏิเสธนวัตกรรมหรือสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ทุกกรณี

สรุป: คัดค้านจนกว่าสิทธิจะชัด ไม่ใช่คัดค้านด้วยความกลัว

ข้อเสียของ UPOV 1991 สำหรับเกษตรกรไทยไม่ได้อยู่ที่คำกล่าวเกินจริงว่าเกษตรกรจะถูกห้ามเก็บเมล็ดทุกเม็ด แต่อยู่ที่การเปลี่ยนฐานกติกา: สิทธิของเจ้าของพันธุ์กว้างขึ้น ขณะที่การเก็บเมล็ดพันธุ์คุ้มครองเป็นข้อยกเว้นที่มีเงื่อนไข การแลกเปลี่ยนข้ามแปลงไม่ถูกรับรองโดยอัตโนมัติ และประเทศต้องขยายความคุ้มครองไปยังพืชทุกสกุลและชนิดในระยะยาว

ดังนั้น เหตุผลที่ควรคัดค้านหรือชะลอจึงชัดเจน คือประเทศไทยไม่ควรยอมรับข้อผูกพันถาวร ก่อนที่เกษตรกรจะได้เห็นและตรวจสอบกฎหมายฉบับเต็ม ได้รับหลักประกันเรื่องเมล็ดพันธุ์ พันธุ์พื้นเมือง การแบ่งปันผลประโยชน์ การแข่งขัน และกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน เมื่อสิทธิเหล่านี้ถูกเขียนเป็นกฎหมายที่ชัดเจนและผ่านการประเมินอย่างโปร่งใสแล้ว สังคมจึงค่อยตัดสินใจบนข้อมูล ไม่ใช่บนคำมั่นหรือความกลัว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

More From Forest Beat

ภาพประกอบชาวนาในแปลงข้าว พร้อมข้อความ ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ เชื่อมตลาดโลก ผ่านเวที WEF

ข้าวไทยคาร์บอนต่ำ: กระทรวงเกษตรฯ หารือ WEF เชื่อมการผลิตกับตลาดโลก

กระทรวงเกษตรฯ หารือ WEF เชื่อมข้าวคาร์บอนต่ำกับตลาดโลก พร้อมข้อพิจารณาสำหรับชาวนาก่อนปรับการผลิตและลงทุน
ข่าวเกษตร
0
minutes
ภาพประกอบเกษตรกรสำรวจสวน พร้อมข้อความ ฟื้นพืชหลังน้ำลด ประเมินต้นและราก ก่อนเพิ่มต้นทุน

กรมส่งเสริมการเกษตรจับมือ ม.เกษตรศาสตร์ ถ่ายทอดความรู้ฟื้นพืชหลังน้ำลด

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วม ม.เกษตรศาสตร์ ถ่ายทอดความรู้ฟื้นพืชหลังน้ำลด พร้อมรายการสำรวจแปลงและช่องทางขอคำแนะนำ
ข่าวเกษตร
0
minutes
ภาพประกอบพืชสวนและกล้วยไม้ พร้อมข้อความ เกษตรไทยสู่เวทีโลก GREEN EXPO 2027 โยโกฮามา

ไทยเตรียมร่วม GREEN×EXPO 2027 โยโกฮามา ชูพืชสวน อาหาร และนวัตกรรมเกษตร

ติดตามไทยเตรียมร่วม GREEN×EXPO 2027 ที่โยโกฮามา ชูพืชสวน อาหาร ภูมิปัญญา และนวัตกรรม พร้อมข้อคิดสำหรับผู้ผลิต
ข่าวเกษตร
0
minutes
UPOV 1991 กับเมล็ดพันธุ์ข้าว สิ่งที่ชาวนาไทยควรรู้

UPOV 1991 กับเมล็ดพันธุ์ข้าว: ชาวนาไทยยังเก็บพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้ไหม?

UPOV 1991 กำลังเป็นประเด็นในการเจรจา FTA ไทย–EU สรุปสถานะล่าสุด สิทธิการเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าว และข้อควรรู้ของชาวนาแบบไม่สร้างความเข้าใจผิด
ข่าวเกษตร
0
minutes
เกษตรไร่นา ความรู้เกษตรอ่านง่าย ใช้ได้จริงเกษตรไร่นา ความรู้เกษตรอ่านง่าย ใช้ได้จริง