ปุ๋ยสูตร 13-13-24 รับรองไนโตรเจนทั้งหมด (N) 13% ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ในรูป P₂O₅ 13% และโพแทชที่ละลายน้ำในรูป K₂O 24% โดยน้ำหนัก สูตรนี้ให้ N กับ P₂O₅ เท่ากัน และให้ K₂O สูงกว่าประมาณ 1.85 เท่า จึงอาจเข้ากับแผนที่ต้องเติม K มากกว่าอีกสองธาตุ แต่เลขสูตรไม่ได้ยืนยันว่าเป็นปุ๋ยบำรุงผลหรือเร่งความหวานสำหรับพืชทุกชนิด การเลือกต้องอิงผลวิเคราะห์ดิน ความต้องการพืช และธาตุจากแหล่งอื่น
13-13-24 แปลเป็นธาตุอาหารอย่างไร
สูตรปุ๋ยบนฉลากไทยเรียงตาม N–P₂O₅–K₂O และรายงานเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก หากมีปุ๋ย 100 กิโลกรัม จะมี N รับรอง 13 กิโลกรัม P₂O₅ รับรอง 13 กิโลกรัม และ K₂O รับรอง 24 กิโลกรัม ตัวเลขกลางและท้ายเป็นรูปเทียบเท่าที่ใช้ในระบบฉลาก ไม่ใช่น้ำหนักธาตุ P และ K บริสุทธิ์โดยตรง
| เลขในสูตร | ความหมาย | ปริมาณรับรองในปุ๋ย 100 กก. |
|---|---|---|
| 13 ตัวแรก | ไนโตรเจนทั้งหมด (N) | 13 กก. |
| 13 ตัวกลาง | ฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (P₂O₅) | 13 กก. |
| 24 ตัวท้าย | โพแทชที่ละลายน้ำ (K₂O) | 24 กก. |
เลขสูตรบอกปริมาณรับรอง แต่ไม่บอกชนิดวัตถุดิบ รูปของไนโตรเจน แหล่งโพแทสเซียม คลอไรด์ ความเร็วการละลาย หรือธาตุรอง หากผลิตภัณฑ์ใดมีแมกนีเซียม กำมะถัน หรือธาตุเสริม ต้องดูข้อมูลที่ฉลากรับรองเพิ่มเติม สูตร 13-13-24 จึงไม่ใช่ชื่อสารเคมีชนิดเดียว และผลิตภัณฑ์ต่างยี่ห้อไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติทุกอย่างเหมือนกัน
สัดส่วนของสูตรนี้บอกอะไร
สัดส่วน 13:13:24 ลดเป็นจำนวนเต็มอย่างง่ายไม่ได้ แต่ประมาณได้เป็น 1:1:1.85 แสดงว่า K₂O สูงกว่า N และ P₂O₅ ขณะที่สองตัวแรกเท่ากัน สูตรอาจเหมาะเมื่อส่วนที่ยังขาดมีรูปแบบใกล้เคียงกัน เช่น ต้องการ K₂O มากกว่า N และ P₂O₅ แต่ยังต้องการสองธาตุแรกอยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม คำว่า K สูงไม่ได้แปลว่าแปลงต้องการ K สูง การขาดหรือพอเพียงต้องพิสูจน์ด้วยผลดินและข้อมูลพืช

เมื่อใดควรพิจารณา 13-13-24
- แผนธาตุอาหารต้องการ K₂O มากกว่า: เป้าหมายหลังหักเครดิตใกล้ 1:1:1.85 และ N กับ P₂O₅ ที่ติดมาด้วยยังอยู่ในขอบเขตคำแนะนำ
- ยังต้องเติม N และ P พร้อมกัน: หากสองธาตุนี้ไม่ควรเพิ่ม สูตรที่มีเฉพาะ K อาจตรงกว่า
- ต้องการใช้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม: สูตรนี้อาจจัดร่วมกับแหล่งธาตุอื่น เพื่อปรับสัดส่วนรวมตลอดฤดูให้ตรงกับเป้าหมาย
กรณีที่สูตรนี้อาจพาธาตุเกิน
หากผลดินมี P สูงอยู่แล้ว แต่ต้องการ K₂O การใช้ 13-13-24 ตามเป้าหมาย K จะพา P₂O₅ เข้ามาด้วยประมาณ 54% ของ K₂O ที่ได้ และมี N เท่ากับ P₂O₅ ปริมาณดังกล่าวอาจไม่จำเป็น สูตรที่ไม่มี P หรือมี P ต่ำกว่าอาจเหมาะกว่า ในทางกลับกัน หากแปลงต้องการ N มากกว่า K การใช้ 13-13-24 ตาม N จะให้ K₂O สูงเกือบสองเท่าและอาจทำให้สัดส่วนคลาดเคลื่อน
ขั้นตอนเลือกสูตรจากข้อมูลแปลง
- แบ่งพื้นที่ก่อนเก็บตัวอย่าง: แยกโซนที่เนื้อดิน ความลาดชัน การระบายน้ำ ประวัติปุ๋ย หรือการเจริญต่างกัน แล้วเก็บหลายจุดในแต่ละโซน
- ใช้คำแนะนำเฉพาะพืช: แจ้งชนิดพืช อายุ เป้าหมายผลผลิต และระบบปลูก เพื่อให้ผลดินถูกแปลเป็นเป้าหมาย N–P₂O₅–K₂O ที่เหมาะสม
- หักเครดิตเดิม: รวมธาตุจากปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เศษพืช น้ำชลประทาน และปุ๋ยที่ใส่ไปแล้ว โดยใช้ผลวิเคราะห์วัสดุเมื่อหาได้
- เปรียบเทียบสัดส่วน: ถ้าส่วนที่ยังขาดใกล้ 13:13:24 จึงคำนวณต่อ หากไม่ใกล้ให้เลือกสูตรอื่นหรือผสมหลายแหล่ง
- ประเมินหลังใช้: บันทึกน้ำ อากาศ ปริมาณปุ๋ย การเจริญ คุณภาพ และผลผลิต เพื่อปรับรอบถัดไปตามหลักฐาน
ตัวอย่างคำนวณ 13-13-24
ใช้สูตร น้ำหนักปุ๋ย × เปอร์เซ็นต์ในรูปทศนิยม เช่น ปุ๋ย 25 กิโลกรัมจะให้ N 25 × 0.13 = 3.25 กิโลกรัม P₂O₅ 3.25 กิโลกรัม และ K₂O 25 × 0.24 = 6 กิโลกรัม นี่เป็นเพียงการถอดความจากฉลาก ไม่ใช่อัตราแนะนำต่อไร่ ต่อต้น หรือสำหรับพืชใด
สมมติพื้นที่ทดลองหนึ่งที่ไม่ได้ระบุขนาดต้องการ K₂O 7.2 กิโลกรัม การคำนวณปริมาณผลิตภัณฑ์คือ 7.2 ÷ 0.24 = 30 กิโลกรัม ปริมาณนี้จะให้ N 3.9 กิโลกรัม และ P₂O₅ 3.9 กิโลกรัม หากคำแนะนำยอมรับ N และ P₂O₅ ได้เพียงอย่างละ 2 กิโลกรัม สูตรนี้พาธาตุทั้งสองเกิน จึงควรใช้เพียงบางส่วนหรือเปลี่ยนเป็นแหล่ง K ที่เหมาะกว่า
เปรียบเทียบ 13-13-24 กับ 13-13-21 และ 14-14-23
ต่อปุ๋ยน้ำหนักเท่ากัน 13-13-24 ให้ N และ P₂O₅ เท่ากับ 13-13-21 แต่ให้ K₂O มากกว่า 3 จุดเปอร์เซ็นต์ หากต้องการ N หรือ P เท่ากัน การใช้ปริมาณเท่ากันจะทำให้ K ต่างกัน ส่วน 14-14-23 ให้ N และ P₂O₅ สูงกว่าสูตร 13-13-24 อย่างละ 1 จุด แต่ K₂O ต่ำกว่า 1 จุด ความต่างดูเล็ก แต่เมื่อใช้ปริมาณมากหรือสะสมหลายครั้งย่อมเปลี่ยนยอดธาตุรวม จึงควรคำนวณเป็นกิโลกรัมธาตุแทนการสลับสูตรโดยตรง
วิธีใช้ให้สอดคล้องกับราก น้ำ และสภาพอากาศ
- ชั่งปุ๋ยและสอบเทียบเครื่องหว่าน เพื่อให้ปริมาณจริงใกล้แผนและกระจายสม่ำเสมอ
- กำหนดตำแหน่งตามเขตราก ไม่กองชิดโคน รากอ่อน หรือเมล็ด และหลีกเลี่ยงเม็ดปุ๋ยค้างบนใบเปียก
- ไม่ใส่ก่อนฝนหนักหรือบนดินอิ่มน้ำ เพราะปุ๋ยและหน้าดินอาจถูกพัดออกจากแปลง
- แบ่งใส่เมื่อคำแนะนำเฉพาะพืชรองรับ โดยคำนึงถึงการดูดใช้ N และ K ในแต่ละช่วง
- รักษาระยะกันชนจากคูคลอง บ่อน้ำ และพื้นที่ลาดชันตามหลักการจัดการพื้นที่ เพื่อลดการไหลบ่า
ตรวจฉลากและใช้อย่างปลอดภัย
ก่อนซื้อควรตรวจชื่อประเภท สูตร ปริมาณธาตุอาหารรับรอง เลขทะเบียนหรือใบรับแจ้ง ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า น้ำหนักสุทธิ วิธีใช้ และคำเตือน อย่าตัดสินจากสีหรือความสม่ำเสมอของเม็ดเพียงอย่างเดียว และอย่านำสูตรไปละลายใช้กับระบบน้ำหรือพ่นใบหากฉลากไม่รองรับ เพราะความละลายและสิ่งเจือปนของผลิตภัณฑ์เม็ดแต่ละชนิดแตกต่างกัน
ผู้ใช้ควรสวมถุงมือ หน้ากากกันฝุ่น เสื้อแขนยาว และรองเท้าหุ้ม ล้างมือหลังทำงาน เก็บปุ๋ยในที่แห้ง มีหลังคา วางบนพาเลต ปิดปากถุงให้แน่น และแยกจากอาหาร อาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ เด็ก สัตว์เลี้ยง และแหล่งน้ำ หากปุ๋ยจับก้อนหรือถุงเสียหาย ให้ทำตามคำแนะนำของผู้ผลิต ไม่ควรเททิ้งลงดินหรือคลอง
คำถามที่พบบ่อย
13-13-24 เป็นปุ๋ยเร่งหวานหรือไม่
ไม่ควรรับรองเช่นนั้นจากเลขสูตร K มีบทบาทต่อกระบวนการของพืช แต่ความหวานและคุณภาพขึ้นกับพันธุ์ แสง น้ำ พื้นที่ใบ โรค อายุเก็บเกี่ยว และสมดุลธาตุ หาก K ไม่ใช่ข้อจำกัด การเพิ่มปุ๋ย K สูงไม่ได้รับประกันคุณภาพที่ดีขึ้น
ใช้ 13-13-24 แทน 13-13-21 ได้ไหม
แทนแบบน้ำหนักเท่ากันจะได้รับ N และ P₂O₅ เท่ากัน แต่ได้ K₂O มากขึ้น จึงต้องตรวจเป้าหมาย K ก่อน หากต้องการ K₂O เท่าเดิมต้องลดน้ำหนักผลิตภัณฑ์ และเมื่อทำเช่นนั้น N กับ P₂O₅ จะลดลงด้วย อาจต้องปรับแหล่งอื่นร่วมกัน
ควรใส่สูตรนี้กี่กิโลกรัมต่อไร่
ไม่มีอัตราเดียวสำหรับทุกแปลง ต้องใช้ผลวิเคราะห์ดิน คำแนะนำพืช เป้าหมายผลผลิต ระบบน้ำ และเครดิตธาตุจากวัสดุอินทรีย์มาคำนวณ หากเลือกจาก K₂O ให้หารกิโลกรัม K₂O ที่ยังขาดด้วย 0.24 แล้วตรวจ N และ P₂O₅ ที่ติดมาด้วยเสมอ
สรุป
ปุ๋ยสูตร 13-13-24 ให้ N และ P₂O₅ เท่ากัน พร้อม K₂O สูงกว่า จึงควรใช้เมื่อความต้องการที่ยังขาดใกล้ 1:1:1.85 อ่านฉลาก หักเครดิตทุกแหล่ง คำนวณธาตุทั้งสาม และติดตามผลก่อนขยายอัตรา





